ชนเผ่าในจังหวัดนครพนม
ไทยญ้อ
![]() |
| การแต่งกายหญิงชาย เผ่าไทยญ้อ |
ที่ตั้ง วัดคามวาสี บ้านโพน หมู่ 8 ตำบลโนนตาล อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
ประวัติความเป็นมาของชาวไทยญ้อ ถิ่นฐานเดิมของไทยญ้อ อยู่ที่เมืองหงสา แขวงไชยบุรี ของประเทศลาวหรือจังหวัดล้านช้างของไทยสมัยหนึ่ง ไทยญ้อส่วนใหญ่ได้อพยพ มาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ไชยบุรี ปากน้ำสงครามริมฝั่งแม่น้ำโขง (ตำบลไชยบุรี
อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมในปัจจุบัน) ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2351 ต่อมาเมื่อเกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ในสมัย
รัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2369) พวกไทยญ้อที่เมืองไชยบุรีได้ถูกกองทัพเจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนไปแล้วให้ไปตั้งเมืองอยู่
ณ เมืองปุงลิง ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อยู่ในเขตแขวงคำม่วนประเทศลาว)
อยู่ระยะหนึ่งต่อมาได้กลับมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงตั้งเป็นเมืองท่าอุเทนเมื่อ
พ.ศ. 2373 คือ บริเวณท่าอุเทน จังหวัดนครพนมในปัจจุบัน
วิถีชีวิตของชาวไทยญ้อ
ลักษณะนิสัยใจคอของไทยญ้อส่วนมากที่สุดคือ
ซื่อสัตย์ สุจริต รักสงบ มีความสามัคคีมั่น ไม่ว่าจะมีอะไรเช่นการทำบุญ การปลูกบ้าน ทำนาจะว่านหรือวานกัน (นาว่านคือ การลงแขก ทำนา ทำงาน)
การแต่งกายชุดรำไทยญ้อ
ชาย สวมเสื้อคอพวงมาลัยสีเขียวสด ใช้สไบไหมสีน้ำเงินพับครึ่งกลาง พาดไหล่ ซ้ายและขวา ปล่อยชายสองข้างไปด้านหลังให้ชายเท่ากัน
นุ่งผ้าโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้ม ใช้สไบไหมสีแดงคาดเอว ปล่อยชายข้างซ้ายด้านหน้า
เครื่องประดับสร้อยเงิน ห้อยพระ ใบหูทัดดอก ดาวเรืองด้านซ้าย
หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีชมพู (สีบานเย็น) คอกลมขลิบดำ
หรือน้ำเงินเข้ม นุ่งผ้าถุงไหมสีน้ำเงินมีเชิง (ตีนจก) เข็มขัดลายชิดคาดเอว
ใช้สไบไหมสีน้ำเงินพาดไหล่ด้านซ้ายแบบเฉียงปล่อยชายยาวทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้ชายเท่ากัน
เครื่องประดับสร้อยคอ ตุ้มหู สร้อยข้อมือเครื่องเงิน ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้สด
หรือดอกไม้ประดิษฐ์
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
การทำปลาร้า ส้มปลาชะโด
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
การทำปลาร้า ส้มปลาชะโด
ภาษาไทยญ้อ (ญ้อ)
ภาษาพูด คำอ่าน ความหมาย
กิด กิด สั้น,น้อย
กะโป๊ กะ โป๊ กะลา
กะบวน กะ-บวน ดี, เข้าเท่า
กะปอม กะ-ปอม กิ้งก่า
กะเปา กะ-เปา กระเป๋า
กะดัดกะด้อ กะ-ดัด-กะ-ด้อ เกินไป
เกิบ เกิบ รองเท้า
ก้องแขน ก้อง-แขน กำไลมือ
กะเทิน กะ-เทิน ครึ่งๆ , กลางๆ
กะแดะ กะ-แดะ แรด-ดัดจริต
เก้อ เก้อ ใกล้
กะผลึกโพด กะ-ผะ-ลึก-โพด เกินไป
กั้งคันฮ่ม กั้ง-คัน-ฮ่ม กางร่ม
กล้วยเหิ่ม กล้วย-เหิ่ม กล้วยห่าม
กับแก๊ กับ-แก๊ ตุ๊กแก
กะหน่อง กะ-หน่อง ส้นเท้า
ก่วย ก่วย ปัด, แกว่งไกว
เกิบตีนยอง เกิบตีนยอง รองเท้าส้นสูง
กองเลง กอง-เลง กลองสองหน้าที่ใช้ในงานประเพณีให้เกิดความสนุก
กะปาง กะ-ปาง รางอาหารสัตว์
แม่นเต๋อ แม่นตะเล๋อ อะไร,อะไรเหรอ
ชนเผ่าผู้ไทย
![]() |
| การแต่งกายชนเผ่าผู้ไทย |
อาศัยในเขตตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม
ประวัติความเป็นมาชนเผ่าผู้ไทย ชาวผู้ไทยเป็นชาวจังหวัดนครพนมเผ่าหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในเขต
อำเภอเรณูนคร
อำเภอนาแก อำเภอธาตุพนม อำเภอนาหว้า เดิมตั้งถิ่นฐานในแคว้นสิบสองจุไทย แคว้นสิบสองปันนา ชาวผู้ไทย ได้อพยพจากฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2369 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ตามตำนานของชาวผู้ไทยเรณูนคร กล่าวไว้ในพงศาวดารล้านช้าง ว่าที่เมืองน้ำน้อยอ้อยหนูหรือแถน มีปู่เจ้าลางเซิง ขุนเค็ก ขุนคาง ปกครองชาวผู้ไทย
เมื่อเกิดทุกภิกขภัยพญากา หัวหน้าผู้ไทยคนหนึ่งได้เกิดขัดแย้งกับเจ้าเมือง จึงชักชวนผู้ไทยจำนวนหนึ่งมาอยู่ที่เมืองวังอ่างคำแขวง
สุวรรณเขตปัจจุบัน ที่เมืองแห่งนี้มีชาวข่าอาศัยอยู่ก่อนแล้วจึงเกิดพิพาทกันขึ้นต่อมาผู้ไทยถูกชาวข่าและจีนฮ่อบุกรุกทำลายเผ่าบ้านเรือน และจับเอาพญาเตโชหัวหน้าชาวผู้ไทยไปเมืองจีน พญาเตโชได้สั่งลูกหลานว่า อย่าอยู่เมือวังวเลยให้อพยพไปอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเสียเถิด
ชาวผู้ไทยโดยการนำมาของท้าวเพชร ท้าวสาย จึงพาชาวผู้ไทยจากเมืองวัง เข้ามาอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง โดยการต่อเรือและแพล่องมาตามแม่น้ำโขง ข้ามมาขึ้นฝั่งที่บ้านพระกลางท่าเขตอำเภอธาตุพนม พระภิกษุทาเจ้าสำนักธาตุพนมเวลานั้นได้แนะนำให้ไปตั้งบ้านเรือนที่ ดงหวายสายบ่อแก ชาวผู้ไทยจึงอพยพกันต่อไปและตั้งบ้านเรือนขึ้นใหม่ให้ชื่อว่า เมืองเว รัชกาลที่ 3 จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท้าวสายเป็น พระแก้วโกมล เจ้าเมืองคนแรกและยกเป็นเมืองเรณูนครขึ้นกับเมืองนครพนม ปัจจุบันคือ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพรม
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
เหล้าอุ เหล้าสมุนไพร
ภาษาที่ใช้ภาษาผู้ไทย
ไทยกลาง ไทยอีสาน
ผู้ไทย
ไม่
บ่
มิ
อะไร,อไรเหรอ แม่นหยั๋ง
เผล๋อ,แม่นผะเล๋อ
ดินสอ สอ
สอ
ดินสอสี สอสี
สอสี
ชอล์ก
ช็อก
ช็อก
ไม้บรรทัด
ไม้บัน ทัด
ไม้บันทัด
ยางลบ
ยางลบ
ยางลบ
สมุด
สะมุด
สะมุด
หนังสือ
หนังสือ
หนั่งสือ
กระดานดำ
กะดานดำ
กะด๋านด๋ำ
แปลงลบกระดาน
แปงลบกระดาน แปลงลบกะด๋าน
กระดาษ
กะดาษ
กะด๋าษ
เผ่าไทยกะเลิง
![]() |
| การแต่งกายชนเผ่าไทยกะเลิง
อาศัยในเขต ตำบลคำเตย อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
|
ประวัติความเป็นมา กะเลิงเป็นชาวกลุ่มน้อยที่เป็นชาติพันธุ์
ทางภาษากลุ่มหนึ่ง เช่นเดียวกับชนกลุ่มญ้อ โส้ แสก ผู้ไทยและเวียดนาม ซึ่งมีอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครพนม กะเลิงมีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ชนกลุ่มกะเลิงได้อพยพมาตั้งแหล่งอยู่ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 100 ปีเศษ ตั้งแต่มีการปราบเจ้าอนุวงศ์ในรัชกาลที่ 3
และมีการอพยพครั้งใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ 5
เมื่อเกิดศึกกบฏฮ่อในปี พ.ศ. 2416 ปัจจุบันมีชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเลิงในประเทศไทย ที่จังหวัดนครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร
จังหวัดนครพนมมีกลุ่มอำเภอเมืองกลุ่มกะเลิงที่ บ้านกุรุคุ หนองหญ้าไซ นาปง ไทสามัคคี ตำบลกุรุคุ บ้านนาโพธิ์ บ้านผึ้ง วังกะแส นามน เทพนม ดงสว่าง บ้านขามเฒ่า ตำบลขามเฒ่า บ้านดงขวาง บ้านคำเตย หัวโพน ตำบลนาทรายบ้านเวินพระบาท บ้านยางนกเหาะ บ้านนาโสกใต้ บ้านนาโสกเหนือ
บ้านม่วง อำเภอนาแก บ้านโพนสว่าง บ้านโพนแดง ตำบลนาแก บ้านพระซอง ตำบลพระซอง อำเภอธาตุพนม บ้านนาถ่อน ตำบลนาถ่อน บ้านดอนนาหงส์ อำเภอเรณูนครตำบลเรณูนคร
ตำบลนางาม ตำบลนายอ อำเภอปลาปาก บ้านปลาปาก ตำบลปลาปาก บ้านโนนทัน บ้านผักอีตู่
บ้านนองกกคูณบ้านนาสะเดา บ้านโนนทันกลาง ตำบลหนองฮี บ้านนาเชือก ตำบลหนองเพาใหญ่
บ้านวังม่วง ตำบลมหาชัย
วิธีการดำเนินชีวิตของชาวกะเลิง เหมือนกับชาวอีสานทั่วไป คือ ยึดถือฮีตสิบสอง ครองสิบสี่
เป็นหลักในการดำเนินชีวิต และมีคติความเชื่อถือในเรื่องผี
นับถือผีมเหสักข์หลักบ้าน วิญญาณบรรพบุรุษ ผีตาแหก ผีป่า ผีเขา
ประเพณีที่ชาวกะเลิง บ้านกุรุคุ จัดทำเป็นงานบุญยิ่งใหญ่ คือ บุญเผวส
(เทศน์มหาชาติ) ซึ่ง 3 ปี จะจัดให้มีขึ้นครั้งหนึ่ง
เพราะสิ้นเปลืองค่าใช่จ่ายมากนอกจากนี้ก็มีประเพณีเลี้ยงผีซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี
สมัยก่อน นิยมสักเป็นรูปนกที่แก้มดังผญาว่า สักนกน้อยงอย
แก้มตอดขี้ตาสักนกน้อยงอยแก้มจั่งงาม ปัจจุบันยังพบชายชาวกะเลิง
สักลายที่ขาและตามตัวบ้าง แต่ก็มีการสักรูปนกที่แก้ม
ชายชาวกะเลิงในปัจจุบันแต่งกายเหมือนชายชาวอีสานทั่วไป
หญิงชาวกะเลิงในสมัยก่อนแต่งกายโดยนุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่มีเชิง ไม่สวมเสื้อ ใช้แพเบี่ยงโต่งในเวลามีงานปกตินิยมเปลือยหน้าอกซึ่งเรียกว่า ปละนม ไว้ผมยาว และผมมวยสวมกำไลข้อมือ ข้อเท้า และตุ้มหูเงิน นิยมทัดดอกไม้ ประเทืองผมด้วยขมิ้น ทาหน้าด้วยหัวกลอยและข้าวสาร บางคนนิยมมาถูฟันให้ดำงาม สวมรองเท้าที่ประดิษฐ์เองใช้วัสดุในท้องถิ่น เช่น ไม้ หนังสัตว์ กาบหมาก
ภูมิปัญญาพื้นบ้าน
ตีพร้า ตีมีด
ภาษากะเลิงจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท เช่นเดียวกับภาษาผู้ไทย ภาษากะเลิงไม่มี ฟ ใช้ พ แทน เช่น ไพพ้า (ไฟฟ้า) ไม่มี ฝ ใช้ ผ แทน เช่น ผาด (ฝาด) ไม่มี ร ใช้ ล แทน ฮ แทน เช่น ลำ (รำ) ฮกเฮื้อ (รกเรื้อ) ไม่มี ช ใช้ ซ แทน เช่น ซม (ชม) มีอักษรควบใช้เป็นบางคำ เช่น ขว้าม (ข้าม) สวาบ (สวบ) กินอย่างมูมมาม
ภาพสะท้อนที่แสดงออกถึงค่านิยม คติความเชื่อ วิถีการดำเนินชีวิต และศักยภาพของชาวกะเลิงบ้านกุรุคุ จะเห็นได้จากผญา เพลงพื้นเมือง นิทานพื้นบ้าน
ชนเผ่าไทยแสก






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น